วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558



โครงงานคอมพิวเตอร์บูรณาการภาษาไทย
เรื่องลายสือไทย

จัดทำโดย
ด.ญ.ศุจีภรณ์  สร้างการนอก        เลขที่ 22
ด.ญ.สุวิชญา   มีเกิด                   เลขที่ 25
ด.ญ.นิลญา     คำดีรักษ์             เลขที่ 32
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

เสนอ
คุณครูกุลฤดี           กฤษฤๅหรรษ์
คุณครูวสัน             กฤษฤๅหรรษ์
คุณครูปัทมา           เนตรทอง

รายงานเรื่องนี้ป็นส่วนหนึ่งของวิชา ง23102 และ ท23102
รางเรียนไพศาลีพิทยา อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42




กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้ได้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจากครูที่ปรึกษาคือ คุณครูกุลฤดี กฤษฤๅหรรษ์ 
คุณครูวสัน กฤษฤๅหรรษ์ และ คุณครูปัทมา เนตรทอง ที่ได้ให้คำเสนอแนะ ช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆของโครงงาน ตลอดจนทำให้โครงงานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์
                ท้ายที่สุดขอขอบคุณสมาชิกทุกคุณในกลุ่มที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และขอขอบคุณเพื่อนทุกคนในห้องที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอดจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี
                คณะผู้จัดทำหวังว่า โครงงานเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ศึกษาทุกท่าน










 คำนำ
                โครงงานเรื่อง ลายสือไทย เป็นส่วนหนึ่งของวิชาคอมพิวเตอร์บูรณาการร่วมภาษาไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของตัวอักษรไทย  โดยมีพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น ลายสือไทยมีต้นตอมาจากอักษรโฟนีเชียน รายละเอียดทั้งหมดสามารถศึกษาได้จากโครงงานเล่มนี้
                คณะผู้จัดทำได้เลือกศึกษาห้อข้อนี้เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรรู้ในฐานะที่ใช้ภาษาไทย คณะผู้จัดทำหวังว่าโครงงานเล่มจะมีประโยชน์ต่อผู้ศึกษาทุกท่าน


คณะผู้จัดทำ








                                                                           สารบัญ

เรื่อง                                                                                                                                                                       หน้า
กิตติกรรมประกาศ                                                                                                                                             
คำนำ                                                                                                                                                                      ข
สารบัญ                                                                                                                                                                  ค
บทที่ 1   บทนำ                                                                                                                                                     1
ที่มาและความสำคัญของปัญหา      
วัตถุประสงค์
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
บทที่ เอกสารอ้างอิง                                                                                                                                       3
บทที่ 3 วิธีทำเนินการ                                                                                                                                         7
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล                                                                                                                          8
บทที่ 5 สรุปผลอภิปรายผล ข้อเสนอแนะข้อมูล                                                                                           9
ภาคผนวก                                                                                                                                                             10
บรรณานุกรม                                                                                                                                                      





 บทที่1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
              คำ”ลายสือไทย”นี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของว่าขุนรามคำแหง ว่า”_เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจแลใส่ลายสือไทนี้ลายสือไทนี้ จึ่งมีขุนผู้นั้นใส่ไว้_ _”คำลายสือไทยในศิลาจารึกนี้ มีความหมายถึงตัวหนังสือ
              พุทธศักราช๑๓๗๖พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัสรัชกาลที่๔ขณะเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎและยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนเสวยราชสมบัติได้เสด็จประพาสเมืองเหนือ นมัสการเจดีย์ต่างๆได้เสด็จประพาสพบเห็นแท่นศิลาแท่งหนึ่ง เขาก่อไว้อยู่ริมเนินปราสาท คือ พระแท่นมนังคศิลาอาสน์และศิลาจารึกอักษรโบราณ เป็นศิลาจารึกหลักที่๑ของพ่อขุนรามคำแหงที่ได้ทรงจารึกพระราชประวัติและเรื่องต่างๆเกี่ยวกับเมืองสุโขทัยและจารึกด้วยอักษรไทยที่พระองค์ประดิษฐ์ขึ้น ศิลาจารึกอีกกหลักหนึ่งเป็นศิลาจารึกของพระหาธรรมราชาลิไทย หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นศิลาเรียบสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร มีจารึก ๔ ด้าน ด้านที่หนึ่งมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สองมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สามมี ๒๗ บรรทัด ด้านที่สี่มี ๒๗ บรรทัด  ศิลาจารึกนี้เป็นศิลาจารึกที่สำคัญที่สุดของคนไทยเราซึ่งเป็นจารึกหลักแรกที่ด้วยตัวหนังสือที่พ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นศิลาจารึกที่จารึกถึงพุทธประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและการตั้งอาณาจักรสุโขทัยของชนชาติไทยในสุวรรณภูมิ เป็นศิลาจารึกที่หลักฐานของประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นทั้งวรรณกรรมและโบราณคดี บันทึกหลักฐานเรื่องวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม จึงนับไดว่าเป็นศิลาที่ล้ำค่ำของไทย ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นคนไทยเกิดบนผืนแผ่นดินไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภาษาไทย ว่าเกิดอย่างไร มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้างจนกว่าจะเป็นอักษรมาให้ใช้ถึงทุกวันนี้




วัตถุประสงค์
1 เพื่อศึกษาความเป็นมาของตัวอักษรไทย
2 เพื่อศึกษาหลักศิลาจารึกหลักที่ 1
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1 ทราบถึงประวัติความเป็นมาของตัวอักษรไทย
2 ทราบถึงข้อมูลต่างๆของหลักศิลาจารึกหลักที่ 1
ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
1 เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพในด้านความเป็นมาของลายสือไทย
2 แหล่งข้อมูลหลัก
                               2 หนังสือลายสือไทย ๗๐๐ ปี
  








บทที่2
เอกสารอ้างอิง
ความหมายของลายสือไทย
          คำ”ลายสือไท”นี้ปรากฏศิลาจารึกพี่ขุนรามคำแหงว่า”_เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี๑๒๐๕ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในในแลใส่ลายสือไทนี้ลายสือไทนี้ จึงมีเพื่อพ่อขุนนั้นใส่ไว้_ _คำลายสือในศิลาจารึกนี้มีความหมายแน่ชัดว่าตัวหนังสือ ปัญหาที่ว่าในปัจจุบันนี้เราไม่ได้ใช้ว่าลายสือไทคำนี้หายไปนาน แม้ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ที่พิมพ์ใน พ.ศ.๒๕๑๖ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นหนังสือรวมคำไทยเล่มแรก ก็ไม่มีลายสือไทยอยู่แต่มีคำ”หนังสือ”ซึ่งให้คำแปลว่า”คืออักษรที่เขียนนั้นๆ เช่น หนังสือไทย หนังสือขอม หรือหนังสืออังกฤษ” คำว่าหนังสือเป็นคำผสม คือคำว่า หนัง  กับคำว่า สือ คำหนึ่งคำว่าหนังมีความหมายในพจนานุกรมในความเข้าใจของเราในปัจจุบัน ความหมายหลักก็คือสิ่งห่อหุ้มร่างกายของคนและสัตว์ชิ้นนอกสุดสำหรับหนังของสัตว์หลายชนิด เอามาใช้ประโยชน์ได้ เช่นหนังวัว หนังควาย เอามาทำกระเป๋า ทำเข็มขัด เอามาของเล่นเป็น มหรสพ เช่น รูปหนังตะลุง จนความหมายของคำว่า หนัง หมายคลุมไปถึงภาพยนตร์ก็ได้ คำ สือ ไม่มีในอักขราภิธานศรับท์ และไม่มีในพจนานุกรมฉบับของกระทรวงศึกษาธิการในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตก็ไม่มีคำนี้อยู่ด้วย
        ส่วนคำลายสือนี้มีความหมายถึงตัวหนังสือโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียวคำลายสือนี้เข้าใจว่าเป็นคำพ่อขุนรามคำแหงทรงบัญญัติขึ้นและมีใช้ในหลักศิลาจารึกเพียงสามคำเท่านั้น และสูญหายไปหลังจากนั้นมีความว่าหนังสือเข้ามาแทน จะเข้ามาแทนตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่ก็มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
       อาจารย์ทองสืบ  ศุภะมารค ลายสือภาษาจีนแปลว่า พระบรมโองการก็ได้ ภาษาจีนแต่จิ๋วว่าจือจีนกลางว่าสือ ไทยใหญ่เรียกว่าหลิก รัชกาลที่๖เคยทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๖๐พ่อขุนรามคำแหงปรับปรุงตัวหนังสือเก่ามาแล้ว จัดวางใหม่ เช่น คำว่าใส่อาจหมายถึงการกระทำเช่นนี้ และได้เขียนไว้ในบทความชื่อ “ลายสือหรือลายลัก”พิมพ์ในหนังสือสิ่งหน้ารู้ในภาษาไทยของวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (ปัจจุบัน คือ มหาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ )พิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ๗๐๐ปีลายสือไทย คำว่า”สายสื”เป็นคำผสม ลาย+สือ คือ ลายเป็นภาษาไทย บางถิ่นเรียกว่า “ลัก” ในคำว่า “ลายลักษณ์อักษร”และคำ “ลิก”หรือ “หลิก” ในภาษาไทยบางถิ่นส่วนคำว่า “สือ”ภาษาจีนกลางหรือภาษาจีนกวางตุ้ง หมายถึงคำว่า “จือ”
นาพิฑูร มลิวัลย์ ลายสือไทยน่าจะหมายถึงตัวอักษร หรือตัวหนังสือหรือข้อความที่จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทางอีสานคนเก่าๆพูดไว้ว่าหลังสือไม่ใช่หนังสือ
นายมานิต วัลลิโภดม ลายสือ คือ ลักษณะตัวอักษรและวิธีสะกดการันต์ที่มีใช้อยู่เฉพาะหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเท่านั้น จารึกอักษรที่ภาพชาดกผนังอุโมงค์วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัยน่าเป็นอักษรที่มีก่อนตัวอักษรจารึลึกของพ่อขุนรามคำแหง
ลายสือไทยพ่อขุนรามคำแหง
ในปีมะเส็ง เบญจศก จุลศักราช ๑๑๘๕ หรือพุทธศักราช๑๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔ขณะเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎและยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนเสวยราชสมบัติได้เสด็จประพาสเมืองเหนือ นมัสการเจดีย์ต่างๆไปตามลำดับ ในวันขึ้นเจ็ดค่ำได้เดินทางถึงเมืองสุโขทัยในเวลาเย็น ประทับที่นั้นได้สองวัน ได้เสด็จไปประพาสศิลาแท่นหนึ่ง เขาก่อไว้อยู่ริมเนินปราสาท เป็นแท่นแต่เป็นแท่นที่หักพัก ชาวเมืองเคารพเป็นที่นับถือกลัวเกรงของมหาชนถ้าบุคคลใดไม่เคารพ เดินกลายเข้าไปก็จะเจ็บไข้ไม่สบายนับถือได้ว่าเป็นศาลเจ้า เขาจัดให้มีมวยสมโภชทุกปี ทอดพระเนตรเห็นจึงเสด็จเข้าไปประทับ ณ ศิลานั้นก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างสิ่งหนึ่งสิ่งใดเนื่องจากว่ามีอำนาจบารมีเมื่อเสด็จกลับรับส่งให้ชลอลงมาพร้อมด้วยเสาศิลาจารึกเขมรเสาหนึ่ง และอักษรไทยโบราญเอาหนึ่ง เอามาก่อเป็นแท่นไว้ใต้ต้นมะขามวัดราชาธิราชหรือวัดสมอรายที่เรียกกันในขณะครั้นภายหลลักได้เถลิงถวัลราชสมบัติแล้ว ดำรัสให้ไปนำไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แท่นศิลาที่ทรงโปรดใช้ชลอลงมานั้นคือพระแท่นมนังคศิลาอาสน์และศิลาจารึกอักษรไทยโบราณ ก็คือหลังศิลาจารึกหลักที่๑ของพ่อขุนรามคำแหงที่ไดจารึกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของสุโขทัยและจารึกด้วยอักษรที่พระองค์ประดิษฐ์ขึ้นเอง
หลักศิลาจารึกพี่ขุนรามคำแหงเป็นศิลาเรียบสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร มีจารึก ๔ ด้าน ด้านที่หนึ่งมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สองมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สามมี ๒๗ บรรทัด ด้านที่สี่มี ๒๗ บรรทัด 
ศิลาจารึกหลักนี้เป็นหลักที่สำคัญที่สุดของไทยเรา ซึ่งเป็นหลักแรงที่จารึกด้วยตัวอักษรที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์  เป็นศิลาจารึกที่จารึกถึงประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและการจัดตั้งอาณาจักรสุโขทัยของชนชาติไทยในสมัยสุวรรณภูมิ เป็นหลักศิลาที่รักษาประวัติชาติไทย เนื้อหาในจารึกเป็นทั้งวรรณกรรม และโบราณคดี
ต้นตอของตัวหนังสือไทย
คำอธิบาย: http://img2.f0nt.com/03/b440b53527a89aeb1b54070ac2e8f0ea.jpgศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ได้เข้ามารับราชการเป็นบรรณารักษ์ใหญ่หอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบศิลาจารึก ได้อ่านศิลาจารึกหายหลักรวมกันทั้งหลักที่เป็นอันที่๑เป็นหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงด้วย ซึ่งทางหอสมุดวชิรญาณ ดิ้มพ์ประชุมศิลาจารึกสยามภาคที่๑ จารึกสุโขทัยได้เป็นครั้งแรงในปี พ.ศ.๒๔๖๗   ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์เป็นคนแรกที่ค้นคว้าเกี่ยวกับตัวหนังสือไทย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทุกคนต้องอ้างอิงในเรื่องตัวหนังสือไทย









แผนผังกำเนิดอักษรไทย
ศาสตราจารย์เซเดส์ให้ความเห็นว่า ภายหลังตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศสุโขทัยเป็นอิสระเมื่อ พ.ศ.๑๘๐๐ มีราชประสงฆ์จะให้ราษฎรเลิกประพฤติตามธรรมเนียมขอม และคงจะเลิกใช้ภาษเขมรในทางราชการและกลับใช้ภาษาไทยอีกด้วย ครั้นถึงรัชกาลพระเจ้ารามคำแหงมหาราชดำริเห็นว่า อักษรซึ่งพวกไทยได้แบบอย่างมาจากมอญไม่สะดวกแก่การเขียนภาษาไทยถ้าใช้ต่อๆไป กลัวจะขัดเนืองๆทั้งการใช้อักษรขอมล้วนก็ไม่เป็นการสมควรเพราะเมืองสุโขทัยก็ได้เป็นอิสระแล้วพ่อขุนรามคำแหงจึง “หาใคร่ในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้” จึงได้ดัดแปลงตัวอักษรขอมหวัดที่พวกไทยได้เปลี่ยนแปลงมาใช้เขียนอยู่นำมาแก้ไขใหม่ให้ดีขึ้น


บทที่ 3
วิธีทำเนินการ
1.แหล่งข้อมูลหลัก
1.1 หนังสือลายสือไทย  ๗๐๐ ปี
2.เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
                2.1 หนังสือที่เกี่ยวข้องในการศึกษา
                2.2 อุปกรณ์การเขียน
3.การเก็บรวบรวมข้อมูล
                3.1 ค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ
                3.2 นำมารวบรวมเข้าด้วยกัน
                3.3 รวมรวมความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม
4.การสรุปผล
                4.1 สรุปผลจากความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม
                4.2แก้ไขข้อผิดพลาด
               




บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
คำลายสือไทยนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของว่าขุนรามคำแหง ว่า”_เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจแลใส่ลายสือไทนี้ลายสือไทนี้ จึ่งมีขุนผู้นั้นใส่ไว้_ _”คำลายสือไทยในศิลาจารึกนี้ มีความหมายถึตัวหนังสือ
ลายสือ ภาษาจีนแปลว่า พระบรมโองการก็ได้ ภาษาจีนแต่จิ๋วว่าจือจีนกลางว่าสือ ไทยใหญ่เรียกว่าหลิก
หลักศิลาจารึกพี่ขุนรามคำแหงเป็นศิลาเรียบสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร มีจารึก ๔ ด้าน ด้านที่หนึ่งมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สองมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สามมี ๒๗ บรรทัด ด้านที่สี่มี ๒๗ บรรทัด 







                                                                        บทที่ 5
สรุปผลอภิปรายผล ข้อเสนอแนะข้อมูล
สรุปผลและอภิปรายผล
              คำลายสือไทยนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกของว่าขุนรามคำแหง ว่า”_เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจแลใส่ลายสือไทนี้ลายสือไทนี้ จึ่งมีขุนผู้นั้นใส่ไว้_ _”คำลายสือไทยในศิลาจารึกนี้ มีความหมายถึงตัวหนังสือ ดังนั้น คำลายสือนี้มีความหมายถึงตัวหนังสือโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียวคำลายสือนี้เข้าใจว่าเป็นคำพ่อขุนรามคำแหงทรงบัญญัติขึ้นและมีใช้ในหลักศิลาจารึกเพียงสามคำเท่านั้น และสูญหายไปหลังจากนั้นมีความว่าหนังสือเข้ามาแทน จะเข้ามาแทนตั้งแต่เมื่อไหร่ยังไม่เป็นที่ทราแน่นอน แต่ก็มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
หลักศิลาจารึกพี่ขุนรามคำแหงเป็นศิลาเรียบสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร มีจารึก ๔ ด้าน ด้านที่หนึ่งมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สองมี ๓๕ บรรทัด ด้านที่สามมี ๒๗ บรรทัด ด้านที่สี่มี ๒๗ บรรทัด 
ข้อเสนอแนะ
1.             ควรศึกษาเรื่อง ลายสือไทย ในฐานะที่เราใช้ภาษาไทย
2.             ควรศึกษาจากหนังสือหรือผู้รู้หลายๆฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง






บรรณานุกรม
ศาสตราจารย์กำธร สถิรกุล.ลายสือไทย ๗๐๐ ปี.พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพมหานคร:องค์การค้าของ
คุรุสภา,2545.
กำเหนิดอักษรไทยและวัฒนธรรมไทยจากยุคโบราณ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:
ลายสือไทย หรือ ภาษาไทย.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:
ศิลาจารึกหลักที่ ๑ (พ่อขุนรามคำแหง).[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:
อักษรไทย สุโขทัย หรือลายสือไทย.[อนนไลน์].เข้าถึงได้จาก: